แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวะ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ศักยภาพการพัฒนาการให้สี ความเป็นไปได้ในการเพิ่มขึ้นของสารสีแดง และความสามารถในการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ในแอปเปิลที่เพาะปลูกเพื่อการพาณิชย์และรุ่นลูก (F1)

Leave a Comment
ศักยภาพการพัฒนาการให้สี ความเป็นไปได้ในการเพิ่มขึ้นของสารสีแดง และความสามารถในการเกิดปฏิกิริยาของเอนไซม์ในแอปเปิลที่เพาะปลูกเพื่อการพาณิชย์และรุ่นลูก (F1)
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แอปเปิ้ล

การควบคุมการผสมพันธุ์ของการปลูกแอปเปิลเพื่อการพาณิชย์ได้มีขึ้นในปี 1973-1979 และได้มีการพัฒนาการใช้สีในผลไม้ในรุ่น F1 ในช่วงปี 1989-1992 ส่วนการวิเคราะห์ทางด้านเคมีของรุ่น F1 มีขึ้นในปี 1993 การผสมข้ามสายพันธุ์ของผลไม้สีแดงทำให้เกิดรุ่นลูกที่มีสีน้อยกว่า ในขณะเดียวกันการผสมพันธุ์ของรุ่นที่ไม่มีสีแดงมีความถี่ของการเกิดผลสีแดงในรุ่น F1สูง ความเป็นไปได้ในการเพิ่มขึ้นของสีม่วงแดงในการปลูกเพื่อการพาณิชย์และรุ่นลูก F1 ของพืชชนิดนี้ มีความคล้ายคลึงกับ UDPกาแลกโตส นั่นคือ ความสามารถในการเกิดปฏิกิริยา flavonoid-3-o-glycosyltransferase (UFGalt) แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับปฏิกิริยา phenylalanine ammonia-lyase (PAL) และ chalcone synthase (CS) เมื่อผลผลิตล่าช้าออกไปและมีความเข้มของแสงที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้รุ่นสีเขียว (‘Indo’ and ‘White Winter Pearmain’) และรุ่นสีเหลือง (‘Golden Delicious’ and Guoshuai’) มีสีม่วงแดงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลทำให้ผลไม้เป็นสีแดงอันเนื่องด้วยปฏิกิริยา UFGalt บนพื้นผิวของผลไม้ ส่วนในพืชรุ่น F1 ที่มีแถบสี พบว่ามีบริเวณที่เป็นสีม่วงแดงอันเนื่องมาจากปฏิกิริยา UFGalt ที่มากกว่าบริเวณข้างเคียงในผลไม้ลูกเดียวกัน ทั้งหมดนี้ การเพิ่มขึ้นของการเกิดสีม่วงแดงและปฏิกิริยา UFGalt นั้น มีความใกล้เคียงกันระหว่างรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูกมาก

(r2=0.87,p=0.0001)  อย่างไรก็ตาม โดยเปรียบเทียบแล้ว การเกิดปฏิกิริยาที่สูงนั้นได้รับการตรวจสอบใน
ผิวของผลที่ไม่มีสีแดงและในผิวของผลไม้ที่ไม่มีพัฒนาการของสีแดงเช่นเดียวกัน    จากผลวิจัยที่ได้ชี้ให้เห็น
ว่าปฏิกิริยา UFGalt เป็นเอนไซม์หลักอย่างหนึ่งในการควบคุมการเกิดการสังเคราะห์สีม่วงแดงในช่วงการ
เจริญเติบโตของผล ในขณะที่ปฏิกิริยา PAL และ CS นั้นไม่ได้เป็นตัวควบคุมแต่อย่างใด





Read More

ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการสั่นของใบพืชช้อยนางรำที่เกิดจากแสง

Leave a Comment
ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลาในการสั่นของใบพืชช้อยนางรำที่เกิดจากแสง 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ช้อยนางรำ

    การเคลื่อนไหวของใบช้อยนางรำต่อการเร้าแสงของแสงสีฟ้าและแสงสีขาว ผลการทดลองที่ได้คือการลดลงของแอมพลิจูดจาก คลื่นการเคลื่อนไหวของใบช้อยนางรำและระยะเวลาที่สั้นลงซึ่งพบได้ จากการสังเกต  และการสั่นของใบช้อยนางรำจะกลับสู่สภาพเดิม หลังจากสั่นได้ไม่กี่รอบหลังจากที่ไม่ได้รับการกระตุ้นจากแสงและหยุดสั่นรวดเร็วเมื่อใบช้อยนางรำได้สัมผัสกับความเข้มแสงที่สูงมากแต่อย่างไรก็ตามผลการทดลองพบว่าแสงสีฟ้ามีประสิทธภิาพ มากกว่าแสงสีขาวต่อการสั่นของใบช้อยนางรำ ผู้วิจัยจึงต้องการการ ตรวจสอบสิ่งเร้าอื่นๆจากแสงที่สามารถมองเห็นได้ซึ่งมีผลต่อการสั่นของใบช้อยนางรำ


Read More

การแสดงออกของ ตัวยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีนชนิด Kunitz (MjKuPI) ท าให้เห็นถึง ความเกี่ยวข้องของ MjKuPI positive hemocytes ในระบบภูมิคุ้มกันของกุ้ง kuruma Marsupenaeus japonicas

Leave a Comment
การแสดงออกของตัวยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีนชนิด Kunitz (MjKuPI)  ทำให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องของ MjKuPI positive hemocytes ในระบบภูมิคุ้มกันของกุ้ง kuruma Marsupenaeus japonicas
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ kuruma Marsupenaeus japonicus

ซีรีนโปรตีเอสและตัวยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีนมีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการทางชีวภาพ ตัวยับยั้งซีรีนโปรตีเอส รวมทั้งตัวยับยั้ง เอนไซม์ย่อยโปรตีน Kunitz มีบทบาทสา คัญไม่เพียงแต่ทั้งใน กระบวนการทางสรีรวิทยา เช่น การแขง็ตัวของเลือดและการละลาย ลิ่มเลือด และยังอยู่ในการตอบสนองภูมคิุ้มกัน ในการศึกษานี้มีการ สนใจ ตัวยับยั้งเอนไซม์ย่อยโปรตีนชนิด Kunitz (MjKuPI) จากกุ้ง Kuruma Marsupenaeus japonicus พบวา่ ม ีMjKuPI ส่วนใหญ่ ในเม็ดเลือด ในการท า immunostaining พบวา่มีเม็ดเลือดที่แสดง (MjKuPI+ hemocytes)  และอื่น ๆ ไม่ได้ได้แสดง (MjKuPI- hemocytes) ท าการทดลองโดยการฉีดเชื้อไวรัส Vibrio penaeicida และเชื้อ white spot syndrome virus (WSSV) เข้า ไปในกุ้ง พบว่า MjKuPI มีการแสดงออกมากขึ้นในระดับ mRNA และ ในการตรวจวิเคราะหจ์ านวนเซลล์พบว่าปริมาณของ MjKuPI+ hemocytes เพิ่มขึ้น อยา่งมีนัยส าคัญ 24 ชั่วโมงหลังฉีด ผลลัพธ์ เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า MjKuPI และ MjKuPI+ เม็ดเลือด มีบทบาทในการ สร้างระบบภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติของกงุ้ Kuruma




Read More

การศึกษาอิทธิพลการแสดงออกของยีน AtCHX24 ต่อการเปลี่ยนแปลงจ านวนของ Cation/H+ ในการวายของใบของ Arabidopsis thaliana

Leave a Comment
การศึกษาอิทธิพลการแสดงออกของยีน AtCHX24 ต่อการเปลี่ยนแปลงจ านวนของ Cation/H+ ในการวายของใบของ Arabidopsis thaliana 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ AtCHX24

การวายของใบเป็นระยะสุดท้ายของการเจริญเติบโต ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุ ปัจจัยด้านอื่นๆ และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามได้มีการค้นพบยีนที่เกี่ยวข้องมากมายกับการวายของใบพืช แต่กลไกด้านโมเลกุลยังไม่ทราบแน่ชัด ในการทดลองนี้การกระตุ้นยีนพื้นฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นตัวยับยั้งที่แยกได้จาก Arabidopsis สามารถยับยั้งการ ท างานของยีน ore9-1 ที่ท าให้ใบพืชวายช้าลง Suppressor1 of ore9 dominant (sor1-D) ซึ่งมีสาเหตุจาก การแสดงออกที่มากเกินของ AtCHX24 ท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Cation/H+ โดย sor1-D ยับยั้งลักษณะ ปรากฏของ ore9 ในการวายตามอายุ และการได้รับความมืด นอกจากนั้น sor1-D ยังส่งผลต่อ ore1 และ ore3 เช่นกัน ซึ่ง sor1-D มีความไวต่อการการเปลี่ยนแปลงของ pH ในการวายของใบจากการเหนี่ยวน าจาก ความมืด จากผลของ AtCHX24 ที่แสดงออกมากเกินในการวายของใบและจากผลนี้สามารถแนะน าได้ว่า AtCHX24 มีความส าคัญในการควบคุมการวายของใบ




>>คลิ๊กเพื่อดาวน์โหลด<<
Read More

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การทรานสมิชชัน (Transmission) สู่ดอกของErwinia tracheiphilaโดยด้วงเต่าแตง(cucumber beetle) ในCucurbita pepoป่า

Leave a Comment
การทรานสมิชชัน (Transmission) สู่ดอกของErwinia tracheiphilaโดยด้วงเต่าแตง(cucumber beetle) ในCucurbita pepoป่า
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ erwinia tracheiphila

ด้วงเต่าแดงหรือ Acalymma vittatum (F.) และ Diabrotica undecipunctata howardi (Barber) จัดอยู่ในประเภทสัตว์กินพืชประเภทน้ำเต้า ฟักทอง ซึ่งเป็นแมลงพาหะของ Erwinia tracheiphila (E.F. Smith) ฮอลแลนด์ และเป็นสาเหตุของโรคเหี่ยวเฉา (wilt disease) ด้วงเต่าแดงสามารถถ่ายทอดการติดโรคโดยการกัดกิน E. tracheiphila เป็นอาหาร เราจะแสดงให้เห็นว่า E. tracheiphila ยังมารถถูกถ่ายทอดผ่านทางต่อมน้ำหวานของ Cucurbita pepo ssp. texana L. Andres (Texas gourd) โดยการศึกษาภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่นั้นๆ พบว่าระยะแรกด้วงจะรวมตัวที่ดอก พวกมันจะเคี้ยวอับละอองเกสรที่คลุมส่วนของต่อมน้ำหวานของพืชตัวผู้ เมื่อต่อมน้ำหวานเป็นแผลจากการกัดกิน ด้วงจะขับขุย (frass) สะสมไว้บนต่อมน้ำหวาน เราจึงใช้วิธี real-time polymerase chain reaction เพื่อแสดงให้เห็นว่าการขับขุยของด้วงบน E. tracheiphila  ทำให้เกิดการติดเชื้อเมื่อทำการทดลองในเรือนกระจก อีกทั้งยังมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าน้ำเต้าเทคซัสสามารถเกิดโรคผ่านทางต่อมน้ำหวานได้ และในที่สุดเราได้นำสีเรืองแสงฟลูโอเรสเซนส์สีเขียวหรือโปรตีนจีเอสพี (Green Fluorescent Protein (GFP)) มาเพื่อดูการเคลื่อนไหวของแมลงภายใต้ E. tracheiphila  เมื่อเข้าผ่านต่อมน้ำหวานไปยังไปในไซเลม (xylem) ของก้านดอกก่อนจะทำให้เกิดกาโรยของดอก ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า  E. tracheiphila   สามารถถูกส่งผ่านเชื้อโรคได้จากการขับขุยบริเวณต่อมน้ำหวาน เราได้ตั้งสมมัติฐานว่าความเข้มข้นของการขับขุยของด้วงในต่อมน้ำหวาน ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของการสัมผัสโรค และความเข้มข้นของการขับขุยใน E. tracheiphila  มีบทบาทในการเกิดโรคเหี่ยวเฉาในพืชทั้งชนิดของฟักทองป่าและที่ทำการเพาะปลูก



Read More

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

วัฏจักรชีพที่ควบคุมเฉดสีของฟังไจที่สามารถเรืองแสงได้

Leave a Comment
วัฏจักรชีพที่ควบคุมเฉดสีของฟังไจที่สามารถเรืองแสงได้ 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เห็ดกระสือ

 การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิตหมายถึงแสงที่สิ่งมีชีวิตนั้นๆปล่อยออกมาผ่านกระบวนการต่างๆโดยความสว่างที่ปล่อยออกมานั้นมาจากหลายกระบวนการหลายสาเหตุจากการศึกษาเราค้นพบฟังไจที่สามารถเรืองแสงได้หลายชนิด ณ เวลานี้ คือ 71 สปีชีส์จากทั้งหมด 9,000 สปีชีส์ในปา่เขตร้อนจากฟังไจที่ค้นพบทั้งหมดประมาณ 100,000 สปีชีส์ในโลก ซึ่งการเรืองแสงในลักษณะนี้ต้องอาศัยออกซิเจนและพลังงานในรูปแบบ NADH หรือ NADPH โดยจากรายงานเราพบว่าค่าความยาวคลื่นที่ปล่อยออกมา จากสิ่งมีชีวิตนั้นมีค่าความยาวคลื่นมากที่สุดคือ 530 nm จากกระบวนการเมทาบอลิซึมโดยศึกษาว่า ช่วงเวลาใดที่แสงถูกปล่อยมามากที่สุดจากการศึกษาจากความสัมพันธ์ความยาวคลื่นและตัวที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาจากนั้นนำมาทดลองล่อแมลงที่ตอบสนองต่อแสงด้วยเห็ดเรืองแสงตั้งเปรียบเทียบกับเห็ด เรืองแสงจริงกับเห็ดที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจากซึ่งพบว่าเห็ดจริงมีผลต่อการล่อแมลงจำพวกHemipterans( มวน),Dipterans(แมลงวัน),Hymenopterans(แมลงกัดต่อย และ มด)ที่เข้ามาในกับดักที่เตรียมไว้ มากกว่าเห็ดประดิษฐ์ขึ้นมาจากเรซิ่นซ่ึงช่วงเวลาที่ปล่อยแสงได้ดีที่สุดนั้นจะช่วยแมลงมาจับสปอร์เพื่อขยายพันธุ์ของเห็ด รวมถึงป้องกันอันตรายจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆในป่า 




Read More

ไฟโบรอินและเซริซินจากเส้นใยไหมในการกระตุ้นกระบวนการ Cell Migration ด้วยวิธี Upregulation และ Phosphorylation ของยีนสร้างโปรตีน c-jun

Leave a Comment
ไฟโบรอินและเซริซินจากเส้นใยไหมในการกระ

ตุ้นกระบวนการ Cell Migration ด้วยวิธี

Upregulation และ Phosphorylation 

ของยีนสร้างโปรตีน c-jun

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไฟโบรอินและเซริซิน

การรักษาบาดแผลเป็นกระบวนการทางชีวภาพเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บซึ่งขั้นตอนสำคัญของการรักษาบาดแผลคือการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวที่จะสามารถเข้ามาแทนที่ผิวหนังชั้นนอกที่เป็นแผลความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากไฟโบรอินและเซริซินที่ได้จากเส้นใยไหมสามารถกระตุ้นการสมานแผล อย่างไรก็ตามเท่าที่ผ่านมาเรื่องนี้ยังไม่สามารถอธิบายได้ในระดับโมเลกุลจุดมุ่งหมายของงานนี้คือการตรวจสอบโมเลกุลพื้นฐานที่มีคุณสมบัติในการรักษาแผลของโปรตีนจากเส้นไหมในรูปแบบเซลล์ โดยได้นำไฟโบรอินและเซริซินไปวิเคราะห์ในการรักษาบาดแผลรอยขีดข่วนสำหรับการทดสอบได้ใช้เซลล์MDA – MB – 231และเซลล์ Mv1Lu โปรตีนทั้งสองจะกระตุ้นเซลล์เสมือนเป็นการนำไฟโบรอินและเซริซินมารักษาบาดแผล เช่น กระบวนการ Upregulation of C – Jun และการสังเคราะห์ด้วยโปรตีน C – Jun นอกจากนี้แล้วไฟโบรอินและเซริซินยังไปกระตุ้นกระบวนการ Phosphorylation ของเอนไซม์ ERK1 และ JNK1/2การทดลองทั้งหมดนี้ต้องการแสดงให้เห็นถึงการกระตุ้นสารยับยั้งการสื่อสารระหว่างเซลล์ ผลที่ได้รับคือ MEK ,JNK และ PI3K ไฟโบรอินและเซริซินถูกนำมาทดสอบในเซลล์ Keratinocyte (HaCaT) ของมนุษย์ ผลลัพธ์ที่แสดงออกมานั้นโมเลกุลของไฟโบรอินและเซริซินเคลื่อนผ่านเซลล์เพื่อไปกระตุ้น MEK , JNK และ PI3K การรับส่งสัญญาณสิ้นสุดลงเมื่อเราทำการกระตุ้น C - JUN



Read More

ผลของเสียงต่อการเจริญเติบโตของพืช

Leave a Comment
 ผลของเสียงต่อการเจริญเติบโตของพืช 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เสียง

ปัจจุบันมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบของเสียงต่ออัตราการเจริญเติบโตของพืชจำนวนน้อยมาก ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมหลายอย่างมีผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกของพืชโดยนักวิจัยได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลของเสียงที่มีต่อสรีรวิทยาและพฤติกรรมต่างๆของสัตว์และมนุษย์แต่อย่างไรก็ตามยังมีข้อจ ากัดในเรื่องของข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับเสียงที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชบทความเรื่อง "ผลของเสียงที่รบกวนการเจริญเติบโตของพืช"ได้กระตุ้นความสนใจในการทำการวิจัยซึ่งในครั้งนี้ผู้เขียน A.E. Lord ได้ทำการสุ่มเสียงในพืชสกุล Coleus ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ทดลองด้วยการสุ่มเสียงและน ามาเป็นตัวควบคุมข้อสรุปที่ได้คือนักพฤกษศาสตร์ยังไม่ได้ดำเนินการทดลองอย่างสมบูรณ์ที่จะสามารถแสดงสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังผลกระทบที่เขาสังเกตและเขามีความคิดเห็นว่าอัตราการคายน้ำของพืชได้รับผลกระทบจากเสียงซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตโครงสร้างทั่วไปของใบและหัวข้อของการคายน้ำสามารถพบได้ในตำราเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์จากข้อมูลพบว่าเพลงช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตได้แต่ไม่ทราบความถี่ที่เหมาะสมในเพลงที่มีผลต่อการเจริญเติบโตเอกสารงานวิจัยต่างๆมีรายละเอียดน้อยมากเกี่ยวกับปัจจัยทางสภาพแวดล้อมในการปลูกและวิธีการตรวจสอบอัตราการเจริญเติบโตSinghและ Ponniah เป็นผู้บุกเบิกในเรื่องนี้ในแต่ละวันพวกเขาเล่นไวโอลินให้พืชฟังเป็นระยะๆและบางครั้งพวกเขาใช้ส้อมเป็นแหล่งกำเนิดเสียงที่ผ่านมามีน้อยมากที่ทำการทดลองหรือวิเคราะห์ผลแล้วแสดงผลให้เห็น โดยทั่วไปตารางของผลที่ถูกนำเสนอค่อนข้างที่จะไม่มีข้อมูลที่แสดงถึงผลที่จะได้รับว่าเป็นอย่างไร การท างานของ Singh เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในบทความเดิม ของ A.E. Lord แต่ก็มีข้อมูลที่แปลกใหม่น้อยมากที่ได้รับจากบทความนี้ หนึ่งในบทความที่น่าศึกษาเกี่ยวกับเสียงของพืช ปรากฏขึ้นในปี1993จากนิตยสารชื่อดังเล่มหนึ่งในหัวข้อ“การเจริญเติบโตของข้าวโพดจากเสียงเพลง”ในบทความแสดงให้เห็นว่า "เพลง" ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น เป็นสีเขียว ล าต้นหนา และแข็งแรงกว่าพืชที่อยู่ในความเงียบแม้ว่าผลที่ได้นั้นมีความน่าสนใจแต่บทความนี้ยังไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ  อีกบทความหนึ่งที่น่าสนใจได้จากอินเทอร์เน็ต เขียนโดย Bruce M. Pixton เรื่อง"การเจริญเติบโตของพืชในเสียงที่เป็นมลพิษสิ่งแวดล้อม"เขาไม่ได้จำลองในสิ่งแวดล้อมโดยตรงแต่สร้างกล่องโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม เป็นแถวหน้ากระดานแล้วใส่ดินลงไป ซึ่งมีหนึ่งกลุ่มที่ใช้เป็นชุดเมล็ด พันธุ์ควบคุม และอีกสองกลุ่มให้เสียงที่มีความถี่แตกต่างกัน (เสียงบริสุทธ์และเสียงสุ่ม )โดยใช้ระดับเสียงที่เริ่มได้ยินในการทดลอง เขาใช้เสียง 5,000 Hz และ 13,300 Hz กับเมล็ดอลิสซัมทั้งก่อนและหลังการงอกเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเมล็ดที่งอกและการงอกพบว่าเพิ่มขึ้นเป็น2เซนติเมตรหรือสูงกว่ากลุ่มควบคุมของเมล็ดทั้งหมด ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันคือสภาพห้องและแสงที่ได้รับจากหน้าต่างเขาสรุปผลเกี่ยวกับเสียงว่าเมื่อมีความถี่สูงโทนเสียงเพิ่มขึ้นแล้วอัตราการงอกและการเจริญเติบโตของพืชเพิ่มขึ้น โดยเสียงสุ่มมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงซึ่งเขาไม่ได้ให้เหตุผลไว้สำหรับเรื่องนี้บทความอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องกับงานวิจัยนี้ เช่นผลกระทบของเสียงสุ่มในต้นยาสูบซึ่งWoodlief, Roysier และ Huangไม่ได้ใช้กลุ่มควบคุมเป็นเทคนิคการกำหนดอัตราการเจริญเติบโตสำหรับต้นยาสูบ มันท าให้ความชันเส้นโค้งของอัตราการเจริญเติบโตลดลงและสรุปคือเสียงที่ได้จากการสุ่มในสภาพแวดล้อมส่งผลเสียต่ออัตราการเจริญเติบโตของพืชโดยอ้างอิงจากบทความที่กล่าวว่า“การตอบสนองของพืชต่อเสียงจากสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์กับพืชขนาดเล็กโดยพืชขนาดเล็กมีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า”ดังนั้นจึงได้มีการทำการวิจัยในครั้งนี้ขึ้นเพื่อศึกษาความยาวคลื่นของเสียงที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของต้นถั่วและต้นเทียนโดยมีแนวคิดของA.E.Lordซึ่งอธิบายว่าเสียงมีผลต่ออัตราการคายน้ำของพืช เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับทำการวิเคราะห์ในงานวิจัยครั้งนี้ 


Read More

การศึกษาสรีรวิทยาของการเคลื่อนไหวในลำต้นของต้นอ่อนของถั่วลันเตาสายพันธุ์ Alaska

Leave a Comment
การศึกษาสรีรวิทยาของการเคลื่อนไหวในลำต้นของต้นอ่อนของถั่วลันเตาสายพันธุ์ Alaska
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ต้นถั่วลันเตา

การตอบสนองต่อแสงในต้นอ่อนของถั่วลันเตาที่อ่อนแอนั้นค่อนข้างต่ำความโค้งที่เกิดจากการชักนำโดยการให้แสงสีน้ าเงินด้านเดียวสามารถเร่งและมี magnitude ที่เพิ่มขึ้นได้โดยการให้แสงสีแดงในที่มืดเป็น เวลานานไฟโตโครม(Phytochrome)เกี่ยวข้องกับผลกระทบของแสงสีแดงการตอบสนองต่อแสงถูกยับยั้ง เกือบสมบูรณ์โดยการเคลื่อนย้ายของตายอดและ hook แต่จะดีขึ้นเมื่อนำ indole-3-acetic acid มาตัดจน เหลือโคนด้วยเหตุนี้ลำต้นจึงประกอบด้วยตัวรับแสงและกลไกในการตอบสนองการตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลกยังคงมีการเปลี่ยนแปลงในลำต้นแต่การตัดส่วนยอดจะเกิดการยับยั้งที่น้อย มันถูกจับตามองว่าการเคลื่อนไหวและการโค้งเนื่องจากตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงแตกต่างจากการตอบสนองต่อแสง สิ่งที่เหมือนกับ การตอบสนองต่อแสงคือ การนิวเทชันที่ต้องออกซิน (auxin) และกระตุ้นโดยแสงสีแดง สิ่งที่ไม่เหมือนกัน คือก คาวมโค้งนิวเทชันเนื่องจากตอบสนองต่อแสงเกิด apical hook และแผ่ขยายโดยการเลื้อยไปตามลำต้น Naphthylphthalamic acid เพิ่มการเกิดนิวเทชันการตอบสนองต่อแสงและแรงโน้มถ่วง และการ เจริญเติบโต ซึ่งการตอบสนองต่อแสง การตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงและการเกิดการนิวเทชันแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการเคลื่อนไหวในลำต้นพร้อมกับกลไกการเจิญเติบโตที่แตกต่าง 


Read More

วันศุกร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การศึกษาปริมาณความเข้มข้นของสารสกัดจากดอกดาวเรืองในการยับยั้งเชื้อรา

Leave a Comment
การศึกษาปริมาณความเข้มข้นของสารสกัด
จากดอกดาวเรืองในการยับยั้งเชื้อรา
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดอกดาวเรือง

ประเทศไทยมีการปลูกข้าวมาช้านานมีที่ดินปลูกข้าวมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลกและเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งข้าวที่ปลูกมากที่สุดในประเทศไทยคือ ข้าวหอมมะลิ ปัจจุบันมักประสบกับปัญหาด้านการผลิตโดยเฉพาะโรคพืชนั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้การผลิตข้าวหอมมะลิมีปริมาณลดลงและมีคุณภาพต่ำลง เช่น โรคใบจุดสีน้ำตาล สาเหตุจากเชื้อรา Drechslera Oryzae โครงงานนี้จึงมีแนวคิดที่จะใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถมีสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา Drechslera Oryzae ได้ โดยทำการศึกษาระดับความเข้มข้นที่เหมาะสมในการยับยั้งเชื้อรา Drechslera Oryzae สาเหตุโรคใบจุดสีน้ำตาลในข้าวหอมมะลิ เพื่อเป็นแนวทางในการลดการใช้สารเคมีอีกทั้งยังช่วยให้ลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมศึกษาที่ที่ความเข้มข้น 20% 30% 40% และ 50% โดยทำการทดลองใช้สารสกิดที่ห้องควบคุมแปลงปลูกข้าวสาธิตศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ทั้งนี้ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงงานนี้ก็คือ ได้สารสกัดจากดอกดาวเรืองที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อรา Drechslera Oryzae สาเหตุโรคใบจุดสีน้ำตาลในข้าวหอมมะลิทราบถึงแนวทางในการป้องกันเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคใบจุดสีน้ำตาลในข้าวหอมมะลิ,ลดปริมาณการใช้สารเคมีในการฆ่าเชื้อราในนาข้าว,เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรเพื่อลดสารเคมีตกข้างในนาข้าวเพื่อเป็นแนวทางในการลดการใช้สารเคมีอีกทั้งยังช่วยให้ลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมตลอดจนการนำผลการศึกษาไปประยุกต์กับโรคพืชในกลุ่มเดียวกันที่เกิดกับพืชชนิดอื่นๆต่อไป



Read More

การศึกษาการใช้เปลือกไข่เป็นแหล่งแคลเซียมคาร์บอเนตจากธรรมชาติเพื่อใช้ผสมกับกรดไฮยาลูรอนเพื่อประโยชน์สำหรับเป็นวัสดุปลูกถ่ายกระดูกในหลอดทดลอง

Leave a Comment
การศึกษาการใช้เปลือกไข่เป็นแหล่งแคลเซียมคาร์บอเนตจากธรรมชาติเพื่อใช้ผสมกับกรดไฮยาลูรอนเพื่อประโยชน์สำหรับเป็นวัสดุปลูกถ่ายกระดูกในหลอดทดลอง
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เปลือกไข่

ในกระบวนการเมตาบอลิสมและการสร้างตัวโดยเฉพาะการซ่อมแซมส่วนกระดูกพบว่าแคเซียมเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากมีงานวิจัยต่างๆแสดงให้เห็นถึงการใช้ประโยชน์จากเปลือกไข่เพื่อเป็นวัสดุทดแทนกระดูกซึ่งมีความเป็นไปได้และเป็นวัสดุทางเลือกที่มีราคาไม่สูงนักในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาในหลอดทดลองเพื่อศึกษาถึงผลกระทบของเปลือกไข่และแคลเซียมคาร์บอเนตต่อการเป็นสารตั้งต้นในการปลูกถ่ายกระดูกมีการใช้กรดไฮยาลูรอน (HA) เป็นแม่พิมพ์เทียม (ECM) สำหรับให้เซลล์แบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงเลียนแบบลักษณะทางสรีระวิทยาตามที่ต้องการจากเปลือกไข่ในหลอดทดลอง



Read More

การผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อเพิ่มปริมาณความหวานของข้าวโพด

Leave a Comment
การผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อเพิ่มปริมาณความหวานของข้าวโพด
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ข้าวโพด

การทดลองโครงงานเรื่อง การผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อเพิ่มปริมาณความหวานของข้าวโพด
โดยทดลองทั้งหมด 3 ซ้ำ คือ1.Control(ไม่ใส่ปุ๋ยใดๆ เลย),2.ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 และ3.ใส่ปุ๋ยชีวภาพที่ได้คิดค้นขึ้นมาโดยใช้ข้าวโพดหวานพิเศษพันธุ์ Super-Sweet ปลูกเป็นพืชทดสอบ
อย่างไรก็ตามเมื่อคำนึงถึงค่าใช้จ่ายโดยรวมแล้วทั้งกากน้ำตาล,กากถั่วเหลือง,น้ำซาวข้าว,ชานอ้อย และEffective Micro-organisms ball ต่างก็เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายและมีราคาที่ไม่สูงมากนักทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน,ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างให้ดีขึ้นรวมทั้งยกระดับปริมาณธาตุอาหารหลัก N, P, K และ ธาตุรอง Ca, Mg และ Sให้สูงขึ้นระดับหนึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราส่วนของส่วนผสมแต่ละอย่างที่ได้ใช้ในการทำปุ๋ยชีวภาพ



Read More

การเปรียบเทียบคุณภาพยางเฉาก๊วยที่ได้จากการปลูกในดินและแบบไฮโดรโปนิกส์

Leave a Comment
การเปรียบเทียบคุณภาพยางเฉาก๊วยที่ได้จากการปลูกในดินและแบบไฮโดรโปนิกส์
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เฉาก๊วย

ในยุคปัจจุบันคนไทยหันมาดูแลตนเองในเรื่องการรับประทานอาหารมากขึ้นประกอบกับค่านิยมการกินผักสมุนไพรป้องกันโรคเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นเมืองร้อนคนไทยจึงนิยมรับประทานผักสมุนไพรฤทธิ์เย็น ตัวอย่างเช่น แตงกวา ว่านหางจระเข้ ใบย่านาง ใบบัวบก เฉาก๊วย เป็นต้น
          เฉาก๊วย เป็นอาหารที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านานมีสรรพคุณ ลดความดันโลหิตสูงลดอาการโรคเบาหวานแก้ร้อนในกระหายน้ำในอดีตคนไทยต้องนำเข้าเฉาก๊วยแห้งจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากจีนคือประเทศที่สามารถปลูกเฉาก๊วยได้มากที่สุดและคนไทยรู้จักเฉาก๊วยจากชาวจีนที่มาติดค้าขายในไทยแต่ในปัจจุบันประเทศไทยสามารถปลูกเฉาก๊วยเองได้ทำให้ลดการนำเข้าเฉาก๊วยแห้งเป็นจำนวนมากสำหรับการปลูกเฉาก๊วยสามารถทำได้หลายวิธีตัวอย่างเช่นการปักชำจากกิ่งการเพาะเมล็ด การปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เป็นต้น
          การปลูกพืชแบบไฮโดรไปนิกส์เป็นการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน มีหลายวิธี โดยส่วนใหญ่มักนิยมให้รากพืชแช่ในสารละลายโดยตรงประโยชน์จากการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์คือสามารถลดอัตราการเกิดโรคของพืชที่เป็นสาเหตุมาจากดินรวมทั้งลดการปนเปื้อนของสารเคมีที่ตกค้างในดินจึงเป็นสาเหตุให้คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานผักที่ใช้วิธีการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์
          ด้วยเหตุนี้คณะผู้จัดทำจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเปรียบเทียบปริมาณคุณภาพของยางเฉาก๊วยที่ปลูกในดินและแบบไฮโดรโปนิกส์เพื่อหาแนวทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค ในการใช้ประโยชน์จากต้นเฉาก๊วยสมุนไพรมากประโยชน์ได้มากขึ้น



Read More

การตรวจสอบปรมิาณสารฟีนอลิคและคณุสมบัติการเป็นสารต้านอนุมลูอิสระของสารสกัดจากใบสังกรณ์ใบมัน

Leave a Comment
 การตรวจสอบปรมิาณสารฟีนอลิคและคุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมลูอิสระของสาร   สกัดจากใบสังกรณ์ใบมัน 
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สารฟีนอลิก

 งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อตรวจสอบส่วนผสมของสารฟีนอลิคและคุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของใบสังกรณีใบมันโดยนำใบบดแห้งไปสกัดอย่างต่อเนื่องจากนั้นคำนวณปริมาณสารฟีนอลิคและสารฟลาโวนอยด์จากสารสกัดที่สกัดได้และทำการวิเคราะห์การต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน 6 วิธี ได้แก่ วิธีการวิเคราะห์ความสามารถในการเป็นสารต้านออกซิเดชันด้วย 1’-diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH assay),ปฎิกิริยาออกซิเดชันของลิพิด(lipid peroxidation),ไนตริกออกไซด์(NitricOxide),การทดสอบความสามารถในการต้านอนุมูลของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide radical scavenging), ปฏิกิริยารีดักชันของสารสกัดและและความสามารถสุทธิในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(Reducing power of extracts)( วัดค่าในหน่วยเทียบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของกรดแอสคอร์บิค (vitamin C) ต่อกรัมสารสกัด) หลังจากการวิเคราะห์ทางเคมีจะทำการค านวณความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดข้างต้นผลของงานวิจัยระบุว่าสารที่สกัดจากเมทานอลมีระดับฟีนอลิคและฟลาโวนอยด์สูงกว่าสารสกัดจากตัวทำละลายอื่นๆฟีนอลิค(98.52 มิลลิกรัมเทียบกับกรดแกลลิค/กรัมสารสกัด)และฟลาโวนอยด์(84.59มิลลิกรัม/รูตินต่อกรัมสารสกัด) คุณสมบัติการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดที่สกัดได้จากเอทิลอะซิเตดมีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสารอื่นๆในวิธีการวิเคราะห์ความสามารถในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(DPPH method) นอกเหนือจากนี้ สารสกัดจากเมทานอลยังมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสารสกัดจากตัว ท าละลายอื่นๆทั้งคลอโรฟอร์มและเอธิลอะซิเตทโดยค่าคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระในวิธีLPOinhibiterค่า IC50 = 70.66 µg/mlในวิธีไฮโดเจนเปอร์ออกไซด์ค่าIC50 = 130.33 µg/mlและในคุณสมบัติของปฏิกิริยารีดักชั่น และ ความสัมพันธ์ของสารฟีนอลิคและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดรับรองว่ามีความเกี่ยวข้องกับสารฟีนอลในกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระอย่างไรก็ตามผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าในใบสังกรณีใบมันมีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระอยู่ 




Read More

Thidiazuron ไซโตไคนินที่มีประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชยืนต้น

Leave a Comment
Thidiazuron ไซโตไคนินที่มีประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชยืนต้น
สารแตกตาพืช &quot;ไซโตคีนิน&quot; หรือ &quot;ไซโตไคนิน&quot; ขนาด 500 ซีซี.,ไซโตคีนิน  ไซโตไคนิน สารเร่งแตกตาพืช  สารเร่งแตกตา ฮอร์โมนเร่งแตกตา,ฮอร์โมนพืช

Thidiazuron(TDZ)เป็นไซโตไคนินอีกชนิดหนึ่งที่มีประสิทธิภาพที่ใช้สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชยืนต้น มันจะช่วยเอื้อให้การขยายพันธุ์ของพืชยืนต้นพันธุ์ที่ขยายพันธุ์ยากนั้นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพความเข้มข้นของ TDZ น้อย (< 1μM) สามารถเร่งการเพิ่มจำนวนของการงอกได้มากกว่า cytokinin ชนิดอื่นๆอย่างไรก็ตาม TDZ ก็อาจจะไปยับยั้งการงอกได้เช่นกัน ในบางกรณีก็จำเป็นที่จะต้องถ่ายโอนยอดที่มีระดับต่ำกว่า TDZ และ/หรือ active cytokine ที่มีปริมาณน้อย
ณ ความเข้มข้น มากกว่า 1μM TDZ สามารถกระตุ้นการสร้าง callus หน่อที่งอกออกมาหรือตัวอ่อนของร่างกาย ภายหลังการงอกของหน่อเล็กๆอาจได้รับผลกระทบหรือถูกยับยั้งเล็กน้อยโดยการสัมผัส TDZ มาก่อน ผลกระทบหลักที่ไม่พึงประสงค์ที่สำคัญของ TDZ  คือ พืชยืนต้นบางพันธุ์ บางครั้งจะสร้างหน่อแบบมัดรวมกัน TDZ เป็นไซโตไคนินที่มีประสิทธิภาพสูงและได้รับการตอบสนองเชิงบวกจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้รับการยอมรับว่าเป็นไซโตไคนินที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับการทดลองการจัดการพันธุ์ไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ


Read More